ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : internet
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562
วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562
เตือน!! 5 กลุ่มโรคควรระวังช่วง “หน้าฝน”
ช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน เป็นอีกฤดูที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลายชนิด เพราะด้วยความชื้นและความอบอ้าว ทำให้แบคทีเรีย เชื้อโรค ไวรัสต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี สามารถแพร่ระบาดได้ง่าย
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเจ็บป่วย ตามประกาศการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูฝน แบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้ค่ะ
1. โรคติดต่อทางระบบหายใจ
ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดอักเสบ พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากในเด็กเล็ก ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้สูงอายุ
ป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
2. โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ
ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ โรคมาลาเรีย และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา
ป้องกันได้ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด
3. โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร
ได้แก่ โรคอหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม อีกสาเหตุคือจากแมลงวันเป็นพาหะนำโรคค่ะ
และโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากการสัมผัสเลือด หรือน้ำลายของผู้ป่วยค่ะ
ป้องกันได้ด้วย รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำสะอาด และควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคด้วยค่ะ
4. โรคติดต่ออื่นๆ
ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พบมากในเด็กในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอมค่ะ สาเหตุเกิดจากสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย
และโรคเลปโตสไปโรสิส สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแผล รอยแถลก เยื่อบุกตา ปากและจมูกค่ะ หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนานๆ
5. ภัยสุขภาพอื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง
ได้แก่ อันตรายจากสัตว์มีพิษ ภัยจากฟ้าผ่า และอุบัติเหตุทางถนน
- อันตรายจากสัตว์มีพิษ
ควรดูแลจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้รกเพราะจะเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ควรระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้
- ภัยจากฟ้าผ่า
เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ควรหลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดฝนตกฟ้าคะนอง เพราะจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
- อุบัติเหตุทางถนน
ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากฝนตกถนนจะลื่น และยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นในการขับขี่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaihealth.or.th
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562
10 ประโยชน์ของกาแฟ
สาระพัดข้อดีของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ ที่คุณควรรู้!!
สำหรับใครที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ วันนี้ Mashareblog มีสาระดีๆ เกี่ยวกับข้อดีของกาแฟมาบอกกันนะคะ นอกจากกาแฟจะมีกลิ่นที่หอมกรุ่นและรสชาติเป็นที่ถูกอกถูกใจของคอกาแฟแล้ว การดื่มกาแฟปริมาณที่พอเหมาะ กาแฟจะสร้างประโยชน์ดีๆ ให้แกร่างกายเราแน่นอนค่ะ
มาดูกันเลยนะคะว่าประโยชน์ของกาแฟมีอะไรบ้าง
1. กาแฟช่วยลดความเครียด
เชื่อว่าหลายคน เมื่อรู้สึกเครียดๆ ถ้าได้จิบกาแฟสักนิดก็จะรู้สึกดีขึ้นมาเลยค่ะ และมีผลการวิจัยเพิ่มเติมด้วยว่า คนที่
ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียด
ได้ประมาณ 15% เลยค่า
2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และพาร์คินสัน
สถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่าคาเฟอีนในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลด
โอกาสเกิดโรคพาคินสันได้ถึง 25% เลยนะคะ
3. ช่วยกระตุ้นความจำ
ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้นค่ะ
4. ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ
มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่า คาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม ช่วยในการเผาผลาญอาหาร สลายไขมันได้อีกด้วยค่ะ
5. ช่วยลดอัตราความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
การดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะส่งผลช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย ซึ่งคาเฟอีน จะไปช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง
6. ช่วยให้หายง่วงและกระตุ้นการตื่นตัว
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือขณะขับรถยนต์ เพราะคาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดี ๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
7. ช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2002 เผยว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีลดลงประมาณ 25% ค่ะ
8. ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและไมเกรน
เพราะคาเฟอีนจะช่วยขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดค่ะ
9.ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคหัวใจ
10. ช่วยชะลอการแก่ก่อยวัย
สารอิสระที่มีอยู่ในกาแฟจะช่วยให้แก่ช้า ชะลอการเสื่อมโทรมไม่ให้แก่ก่อนวัย ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : health.kapook
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : pexels.
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
เตือน!! ผู้ที่ป่วย 6 โรคนี้
ห้ามดื่มกาแฟโดยเด็ดขาด!! หลายคนอาจไม่รู้

กาแฟ หนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายๆ คนชอบดื่มในยามเช้าหรือยามง่วงนอน ถ้าพูดถึง “กาแฟ” ก็จะนึกถึงกลิ่นหอมๆของกาแฟเลยค่ะ และกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ปลุกสมองให้ตื่นตัวและเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย คลายความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจ และกาแฟที่ดื่มกัน มีคุณประโยชน์ที่คุ้นเคยกันหลากหลายมากมาย
เชื่อว่ากาแฟยังอาจมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เก๊าท์ อัลไซเมอร์ หืด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เป็นต้น

ผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรดื่มกาแฟ
วันนี้ Mashare มีข้อมูลมาแนะนำให้หลายๆคนที่อาจ
จะยังไม่ทราบ เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าโรคไหนกันบ้าง
จะยังไม่ทราบ เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าโรคไหนกันบ้าง
1.ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
ควรงดกาแฟ เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะกระตุ้นให้ร่างกาย
ผลิตน้ำย่อยในกระเพาะอาหารออกมามากขึ้นจะยิ่งเพิ่มกรด
ในกระเพาะให้อักเสบมากขึ้นส่งผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟโดยเฉพาะเวลา
ท้องว่าง
2.ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
ผลิตน้ำย่อยในกระเพาะอาหารออกมามากขึ้นจะยิ่งเพิ่มกรด
ในกระเพาะให้อักเสบมากขึ้นส่งผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟโดยเฉพาะเวลา
ท้องว่าง
2.ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
คาเฟอีนจะทำให้หัวใจทำงานหนักถ้าเป็นคนชราที่เป็น
โรคหัวใจอยู่คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้การทำงานของหัวใจ
มีประสิทธิภาพมากเกินไป อาจทำให้หัวใจเสื่อมเร็วขึ้น
โรคหัวใจอยู่คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้การทำงานของหัวใจ
มีประสิทธิภาพมากเกินไป อาจทำให้หัวใจเสื่อมเร็วขึ้น
3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
คนที่มีโรคความดันโลหิตสูงจึงควรต้องระมัดระวังคาเฟอีน
ในกาแฟจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น การสูบฉีดโลหิตมาก
และนานขึ้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในตอนเครียดๆ หรือ
ช่วงที่ร่างกายมีภาวะความกดดันมากเป็นพิเศษ
ในกาแฟจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น การสูบฉีดโลหิตมาก
และนานขึ้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในตอนเครียดๆ หรือ
ช่วงที่ร่างกายมีภาวะความกดดันมากเป็นพิเศษ
4.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
คาเฟอีนในกาแฟ
ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
หรือสูงขึ้นและมีผลทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์ กรดไขมันอิสระ
สูงขึ้นอีกด้วยค่ะ
หรือสูงขึ้นและมีผลทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์ กรดไขมันอิสระ
สูงขึ้นอีกด้วยค่ะ
5.มีผลกระทบต่อการดูดซึมวิตามิน B1
วิตามิน B1 เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุลและ
ความมั่นคงเกี่ยวกับระบบประสาทภายในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่
ร่างกายขาดวิตามิน B1 อยู่แล้วควรงดดื่มกาแฟเพราะคาเฟ
อีนจะยิ่งเข้าไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมของวิตามินดังกล่าว
ให้ทำงานบกพร่องมากขึ้นได้
ความมั่นคงเกี่ยวกับระบบประสาทภายในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่
ร่างกายขาดวิตามิน B1 อยู่แล้วควรงดดื่มกาแฟเพราะคาเฟ
อีนจะยิ่งเข้าไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมของวิตามินดังกล่าว
ให้ทำงานบกพร่องมากขึ้นได้
6.ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน
การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนอาจทำให้แคลเซียมถูกขับออก
ทางปัสสาวะมากขึ้นจนกระดูกอ่อนแอลง เนื่องจากคาเฟอีน
มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ หากดื่มกาแฟติดต่อ
กันเป็นเวลานาน ย่อมทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม จนนำ
มาสู่ความเสี่ยงของภาวะการ เกิดโรคกระดูกพรุนค่ะ
ทางปัสสาวะมากขึ้นจนกระดูกอ่อนแอลง เนื่องจากคาเฟอีน
มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ หากดื่มกาแฟติดต่อ
กันเป็นเวลานาน ย่อมทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม จนนำ
มาสู่ความเสี่ยงของภาวะการ เกิดโรคกระดูกพรุนค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : tnews,pobpad
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : internet
วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
โทษของดอกอัญชัน
ข้อควรระวังที่คุณอาจมองข้าม

ดอกอัญชันมีชื่อวิทยาศาสตร์: Clitoria ternatea L. จัดอยู่ในตระกูลถั่ว มีดอกสีม่วงอมน้ำเงินสวยงามตามธรรมชาติ มีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย โดยในดอกอัญชันนั้นมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า "แอนโทไซยานิน" (Anthocyanin) ซึ่งสารชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น
โทษของดอกอัญชัน คุณเคยรู้หรือค่อยอ้างไม่? ว่าดอกอัญชันนั้น มีโทษเหมือนกัน มีข้อมูลค่อนข้างน้อยเพราะว่างานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ้างโทษสักเท่าไหร่
วันนี้ Mashareblog ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ ดังนี้ค่ะ
วันนี้ Mashareblog ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ ดังนี้ค่ะ

- 1.ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง
เลี่ยงการรับประทานส่วนผสมที่มีดอกอัญชันเป็นอันขาด ให้หลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่ย้อมสีด้วยดอกอัญชัน เพราะในดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด อาจส่งผลต่อการทำงานของไตให้ทำงานหนักขึ้น เนื่องจากไตต้องทำหน้าที่ในการขับสีของดอกอัญชันออกจากร่างกายให้หมด
-2.การใช้ประโยชน์จากดอกอัญชันเพื่อการบริโภค
ควรระมัดระวังการรับประทานหรือส่วนผสมที่มีดอกอัญชัน ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด หรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน Warfarin เป็นต้น
เพราะมีรายงานว่าสาร Ternatin D1 ในดอกอัญชันมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด ซึ่งมีผลเสริมกันจนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นผู้ที่ต้องใช้ยาดังกล่าวเป็นประจำ
ถ้าหากต้องการรับประทานดอกอัญชันในรูปแบบเครื่องดื่มหรือรูปแบบชาชง ไม่ควรชงเข้มข้นมากและไม่ควรดื่มแทนน้ำ
- 3.ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
เพราะมีรายงานว่าสาร Ternatin D1 ในดอกอัญชันมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด ซึ่งมีผลเสริมกันจนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นผู้ที่ต้องใช้ยาดังกล่าวเป็นประจำ
ถ้าหากต้องการรับประทานดอกอัญชันในรูปแบบเครื่องดื่มหรือรูปแบบชาชง ไม่ควรชงเข้มข้นมากและไม่ควรดื่มแทนน้ำ
- 3.ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานดอกอัญชัน เพราะอาจทำให้มีอาการหน้ามืดและหมดสติได้ง่าย
- 4.การดื่มชาดอกอัญชันที่ร้อนจัดมากๆ
จะส่งผลเสียต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้ภายในปากพองแล้ว การดื่มชาที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป อาจทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหารเสียสภาพภูมิคุ้มกันและทำให้ดูดซับสารก่อมะเร็งหรือสารอื่นๆ ได้โดยง่าย
- 5.การดื่มน้ำสมุนไพรใดๆ
รวมถึงดอกอัญชัน ไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะได้รับโทษของดอกอัญชันมาเป็นของแถมด้วย
- 6.หลีกเลี่ยงการเด็ดดอกอัญชันแล้วทานแบบสดๆ
เพราะขั้วของดอกอัญชันมียางอาจทำให้ระคายเคืองภายในลำคอ ส่วนเมล็ดอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
- 7.ผู้ที่มีอาการแพ้ดอกไม้ต่างๆ
ควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมองดอกอัญชัน หากเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองขึ้นมาควรหยุดใช้ทันที
- 8.สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ
หากไม่มั่นใจในการรับประทานดอกอัญชัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานดีกว่าค่ะ
- 4.การดื่มชาดอกอัญชันที่ร้อนจัดมากๆ
จะส่งผลเสียต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้ภายในปากพองแล้ว การดื่มชาที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป อาจทำให้เยื่อบุผิวหลอดอาหารเสียสภาพภูมิคุ้มกันและทำให้ดูดซับสารก่อมะเร็งหรือสารอื่นๆ ได้โดยง่าย
- 5.การดื่มน้ำสมุนไพรใดๆ
รวมถึงดอกอัญชัน ไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะได้รับโทษของดอกอัญชันมาเป็นของแถมด้วย
- 6.หลีกเลี่ยงการเด็ดดอกอัญชันแล้วทานแบบสดๆ
เพราะขั้วของดอกอัญชันมียางอาจทำให้ระคายเคืองภายในลำคอ ส่วนเมล็ดอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
- 7.ผู้ที่มีอาการแพ้ดอกไม้ต่างๆ
ควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมองดอกอัญชัน หากเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองขึ้นมาควรหยุดใช้ทันที
- 8.สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ
หากไม่มั่นใจในการรับประทานดอกอัญชัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานดีกว่าค่ะ

โทษของดอกอัญชัน มีผลเสียต่อร่างกายไม่ใช่น้อย คนปกติทั่วไปหากเลือกรับประทานดอกอัญชันก็ต้องรับประทานให้พอเหมาะ และพอดี ควรหยุดเมื่อรับประทานเป็นเวลานาน โทษของดอกอัญชันจะได้ไม่มาทำอันตรายต่อร่างกายของคุณ ควรระลึกอยู่เสมอ ขึ้นชื่อว่าสมุนไพรหรือพืชชนิดใดๆ ก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีสรรพคุณทีมีประโยชน์มากมายเพียงใด แต่ก็มักมีโทษรวมอยู่ด้วย ดังนั้นเราต้องรับประทานอย่างพอประมาณไม่มากไปหรือนานเกินไป และควรศึกษาหาประโยชน์ทั้งคุณและโทษอย่างมีสติค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : herbdailys
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : internet
วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
15 ประโยชน์ของดอกอัญชัน มีสรรพคุณชั้นเลิศ
Nutritional Benefits of Butterfly Pea or Blue Pea Flowers (Anchan)
วันนี้ Mashareblog จะพามาทำความรู้จักกับอัญชันกันให้มากขึ้น ดูสิว่าประโยชน์ของดอกอัญชันมีอะไรบ้างนะ
อัญชัน (อังกฤษ: Asian pigeonwings; ชื่อวิทยาศาสตร์: Clitoria ternatea L.)
ดอกอัญชัน เป็นไม้เถา มีดอกสีม่วงอมน้ำเงินสวยงามตามธรรมชาติ ลำต้นมีขนนุ่ม รูปทรงคล้ายหอยเชลล์ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน ทำให้นิยมนำมาคั้นเป็นสีผสมอาหาร คุณประโยชน์ของดอกอัญชันยังครอบคลุมไปถึง
สรรพคุณทางยาอันหลากหลาย เช่น ลดไข้ แก้หอบหืด เป็นต้น
สรรพคุณทางยาอันหลากหลาย เช่น ลดไข้ แก้หอบหืด เป็นต้น
ประโยชน์ของดอกอัญชัน
ดอกอัญชันมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน ดีต่อสุขภาพร่างกายของคนเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเลยค่ะ และมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยในดอกอัญชันนั้นมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า "แอนโทไซยานิน" (Anthocyanin) ซึ่งสารชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น มีประโยชน์อีกหลายอย่างไปดูกันเลยค่ะ
1. ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาฝ้าฟาง ตาแฉะ และป้องกันโรคต้อกระจก
2. มีสารต้านอนุมูลอิสระในดอกอัญชัน ช่วยชะลอริ้วรอย และดูแลผิวพรรณให้เต่งตึง กระชับ
3. ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
4. ช่วยเสริมสร้างความจำ บำรุงสมอง
5. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
6. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
7. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด
8. ช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น
9. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังทำให้ร่างกายมีแรงขึ้น
10. ช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ
11. ช่วยรักษาอาการผมร่วง บำรุงเส้นผมให้แข็งแรง เงางาม ดกดำ
12. ช่วยล้างสารพิษ และขับของเสียออกจากร่างกาย
13. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและภาวะหลอดเลือด หัวใจอุดตัน
14. ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า
15. แก้อาการฟกช้ำ
สมุนไพรอย่างดอกอัญชัน จะมีสีที่สวยแปลกตาแล้ว ยังเป็นสมุนไพร
ที่หาไม่ยากด้วยค่ะ และเราสามารถปลูกได้เองที่บ้าน แต่ก็ควรใช้ให้พอดี
เพราะสมุนไพรทุกชนิด ใช้มากเกินไปก็เป็นโทษได้เช่นกันค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com,honestdocs.co
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : internet
วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
ไม่อยากแก่เร็ว ลดแค่ 8 อย่าง
" อ่อนวัยกว่าเดิม " ปรับพฤติกรรมเสียใหม่ ถ้าไม่อยากแก่ไว
สาวๆส่วนใหญ่ก็คงอยากจะทุ่มเทเวลาทำงานอย่างเต็มที่จนละเลยลืมดูแลตัวเองกันใช่ไหมคะ วันเวลาล่วงเลยริ้วรอยแห่งวัยก็มาเยี่ยมเยือนเป็นธรรมดา ทำบ่อยๆขึ้นก็จะติดเป็นนิสัยที่ทำให้แก่เร็วนั่นเอง วันนี้ Mashareblog มีวิธีมาแนะนำสาวๆที่ไม่อยากหน้าแก่เกินวัยก็คงจะต้องลดละ 8 นิสัยต่อไปนี้กันดีกว่านะคะ
1. ลดการอดนอน

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอนอกจากจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเจ็บป่วยง่ายแล้ว ยังทำให้ร่างกายทรุดโทรมและแก่เร็วอีกด้วย การนอนดึกและนอนน้อยจะทำให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาน้อย ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ขอบตาหมองคล้ำ ผิวหนังเหี่ยวย่นและดูแก่เร็วขึ้นนั่นเอง
2.ลดอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน เค้ก ไอศกรีม ขนมหวานต่างๆ และน้ำอัดลมค่ะ รวมทั้งการดื่มชา กาแฟ ลองลดปริมาณน้ำตาลลงนะคะ ท่องจำให้ขึ้นใจ “หวานมากจะแก่เร็ว” ท่องไว้นะคะ
3.ลดอาหารที่มีไขมันทรานส์

4.ลดการออกแดดเป็นเวลานาน

5.ลดแอลกอฮอล์

6.ลดความเครียด
7.ลดของทอด

8.ลดบุหรี่

สาวๆที่อยากสวยวันสวยคืน ต้องโบกมือลา 8 นิสัยที่ทำให้ตัวเองแก่เร็วกันได้แล้วนะคะ จะได้ดูอ่อนเยาว์เป็นสาวสวยที่เวลาและตัวเลขอายุก็ทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : issue247
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก : internet
Popular Posts
-
รู้ไว้เลย !! ประโยชน์ของ" มะละกอดิบ " แคลอรี่ต่ำ สรรพคุณสูง สุขภาพดี มะละกอ เป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ แคลอรี่ต่ำ...
-
10 ประโยชน์ " ขึ้นฉ่ายฝรั่ง " Celery Juice ของดีสำหรับคนที่รักสุขภาพและอยากลดน้ำหนัก น้ำขึ้นฉ่ายฝรั่...
-
เตือน!! 5 กลุ่มโรคควรระวังช่วง “ หน้าฝน ” ช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน เป็นอีกฤดูที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลายชนิด เพราะด...
-
" โรคซึมเศร้า " เกิดได้หลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ที่ไม่สมดุลกัน กร...
-
คาถา ชินบัญชร พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้น เป็นเอ...
-
🌸แดดแรงอากาศร้อนๆ แบบนี้ถ้าผิวไหม้จะทำยังไง🌸 วันนี้ " Mashareblog" มาส่อง " 10 ครีมกันแดดทาตัว " ที่จะช่วย...
-
วุ้นกะทิ | How to make Coconut Milk Jelly อร่อยทำง่ายๆ ทำขายได้ด้วย " ส่วนผสมตัววุ้น " น้ำเปล่า 500 ml น้ำตาลทรา...







